index

ตัดเชือกเดือด!อังกฤษปะทะโครเอเชีย, ‘เคน’ วัดคม ‘โมดริช’ บอลโลก2018

“สิงโตคำราม” อังกฤษ เตรียมส่ง แฮร์รี่ เคน นำทีมล่าตาข่าย เกมพบ “ตาหมากรุก” โครเอเชีย ที่มี ลูก้า โมดริช เคลื่อนทัพรบพร้อมปิดสกอร์ ลุ้นระทึกในศึกฟุตบอลโลก 2018 (รอบรองชนะเลิศ) คืนวันพุธที่ 12 ก.ค. ศกนี้ ถ่ายทอดสด : TrueSport HD3, True4U, AmarinTV และ TV5 เวลา : 01.00 น.

ปรีวิวฟุตบอลโลก 2018
(รอบรองชนะเลิศ)
วันพุธที่ 12 กรกฎาคม 2561
โครเอเชีย   –   อังกฤษ
ถ่ายทอดสด
 : TrueSport HD3, True4U, AmarinTV และ TV5, เวลา : 01.00 น.

สนาม : ลุชนิกี้ สเตเดี้ยม, มอสโก, ประเทศรัสเซีย (สนามกลาง)
”ทีมตาหมากรุก” โครเอเชีย ภายใต้การคุมทัพของ ซลัตโก้ ดาลิช โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในรายการนี้คว้าชัยมาได้ทุกนัด ไล่ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มที่ประเดิมด้วยการทุบ ไนจีเรีย 2-0 ก่อนมาต้อน อาร์เจนตินา 3-0 แล้วเกมสุดท้ายส่งสำรองลงสนามหลายรายยังเชือด ไอซ์แลนด์ ได้อีก 2-1 ทำให้เข้ารอบด้วยการเป็นทีมอันดับหนึ่งของกลุ่ม ดี

จากนั้นรอบ 16 ทีมสุดท้าย โครเอเชีย ดวลกับ เดนมาร์ก อย่างสนุก เสมอกัน 1-1 ในเวลา 90 นาที ต่อเวลาพิเศษยังเสมออยู่ด้วยสกอร์เดิม ก่อนที่ ทีมตาหมากรุก จะดวลจุดโทษชนะไป 3-2

มาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย โคจรมาเจอกับ รัสเซีย ชาติเจ้าภาพ บู๊กันสนุกเสมอ 1-1 ในเวลา 90 นาที ต่อเวลาพิเศษเสมอ 2-2 ต้องดวลจุดโทษชี้ขาด ปรากฏว่า โครเอเชีย แม่นกว่าชนะไป 4-3 ตบเท้าเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ได้เป็นหนแรกในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่เคยคว้าอันดับ 3 มาครองในศึกฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศส

สภาพทีมล่าสุดของโครเอเชีย จะไม่มี ซิเม่ เวอร์ซัลจ์โก้ แบ็คขวาที่มีอาการบาดเจ็บหัวเข่า มาจากเกมโค่นหมีขาว โดยคาดกันว่าจะใช้งาน โดมากอย วีด้า กองหลังวัย 29 ปี ที่รอดตัวจากการโดนฟีฟ่า แบน หลังจากก่อเหตุฉาวด้วยการแสดงความดีใจที่เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วยการตะโกนคำว่า ”ยูเครนจงเจริญ” หลังจบเกมปราบรัสเซียนั้น มายืนเป็นแบ็กขวาแทน

ส่วนคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟนั้นจะส่ง เวดราน ชอร์ลูก้า ปราการหลังจอมเก๋าวัย 32 ปี ที่ผ่านการติดทีมชาติมาแล้ว 103 นัด ลงมายืนคู่กับ เดยัน ลอฟเรน แทน

ตัดเชือกเดือด!อังกฤษปะทะโครเอเชีย, 'เคน' วัดคม 'โมดริช' บอลโลก2018

ในรายของลอฟเรน ที่มีอาการบาดเจ็บไม่ได้ลงซ้อม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คาดว่าจะลงเล่นเกมนี้ได้ เช่นเดียวกับ ดานิเยล ซูบาซิช ผู้รักษาประตูจอมหนึบที่เจ็บกล้ามเนื้อต้นขาไม่ได้ซ้อมเมื่อวันจันทร์ ก็จะกลับมาลงเฝ้าเสาได้เช่นกัน

สำหรับมิดฟิลด์คู่กลางนั้นใช้งาน อิวาน ราคิติช จับคู่กับ มาร์เซโล่ โบรโซวิช โดยแนวรุกมี ลูก้า โมดริช กัปตันทีมที่ทำไปแล้วสองประตูในรายการนี้ บัญชาการเกมบุก พร้อมได้ อันเต้ เรบิช กับ อิวาน เปริซิช ช่วยกันทำเกมสนับสนุน มาริโอ มานด์ซูคิช กองหน้าตัวเป้าเข้าถล่มประตู

ตัดเชือกเดือด!อังกฤษปะทะโครเอเชีย, 'เคน' วัดคม 'โมดริช' บอลโลก2018

ขณะที่ โดมากอย วีด้า ที่ไปเยอะเย้ยรัสเซียหลังชนะมาในรอบที่แล้ว อัดคลิปตะโกนว่า ”ยูเครนจงเจริญ” นั้น จนมีข่าวว่าอาจโดนลงโทษ ยังอาจได้ลงต่อไปอีก ภายหลังที่มีการขอโทษแล้ว

ฟาก ”สิงโตคำราม” ทีมชาติอังกฤษ ภายใต้การคุมทัพของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เริ่มต้นในรอบแบ่งกลุ่มด้วยการเชือด ตูนิเซีย 2-1 ก่อนมาขย้ำ ปานามา เละเทะ 6-1 แล้วเกมสุดท้ายส่งสำรองลงสนามเลยพ่ายให้กับ เบลเยียม ไป 0-1 ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ด้วยการเป็นทีมอันดับสองของกลุ่ม จี

จากนั้นรอบ 16 ทีมสุดท้ายดวลจุดโทษชนะ โคลอมเบีย ทีมแกร่งจากอเมริกาใต้ มา 4-3 หลังจากเสมอกันในเวลา 120 นาที 1-1 ซึ่งเป็นการดวลจุดโทษชนะคู่แข่งขันในศึกฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ได้เป็นครั้งแรกของทีมชาติอังกฤษ ด้วย

ต่อมาในรอบ 8 ทีมสุดท้าย อังกฤษ ปราบ สวีเดน ได้อย่างงดงาม 2-0 จากการโขกของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ในนาทีที่ 30 และ เดเล่ อัลลี่ ในนาทีที่ 59 ซึ่งประตูของแม็คไกวร์ นั้น เป็นลูกแรกของเจ้าตัวในการรับใช้ทีมชาติอังกฤษ เป็นนัดที่ 10 ด้วย

 

ตัดเชือกเดือด!อังกฤษปะทะโครเอเชีย, 'เคน' วัดคม 'โมดริช' บอลโลก2018

ความพร้อมของทีมชาติอังกฤษ เวลานี้ รอเช็ก จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางคนสำคัญที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณเอ็นหลังหัวเข่าจนต้องโดนเปลี่ยนตัวออกจากสนามในนาทีที่ 85 ของเกมชนะสวีเดน

อย่างไรก็ตามผลการตรวจล่าสุดนั้นค่อนข้างดี คาดว่าจะฟื้นตัวทันลงช่วยทีมได้อย่างไม่มีปัญหา

ส่วน เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าความเร็วสูงยังต้องรอเช็กความฟิต แต่ข่าวดีคือ ไคล์ วอล์คเกอร์, เดเล่ อัลลี่ และ แอชลี่ย์ ยัง ฟื้นตัวจาอการบาดเจ็บเล็กน้อย กลับมาลงสนามเป็น 11 คนแรกได้ทั้งหมด

รูปแบบการเล่นใช้สูตร 3-5-2 วาง จอร์แดน พิคฟอร์ด นายทวารจอมหนึบลงมาเฝ้าเสา พร้อมได้ ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์ และ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ยืนเป็นสามเซนเตอร์แบ็ก

ตัดเชือกเดือด!อังกฤษปะทะโครเอเชีย, 'เคน' วัดคม 'โมดริช' บอลโลก2018

ห้องเครื่องของทีมมี เดเล่ อัลลี่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน และ เจสซี่ ลินการ์ด ช่วยกันปั้นเกม พร้อมได้  คีแรน ทริปเปียร์ กับ แอชลี่ย์ ยัง รับบทวิงแบ็ค

คู่หน้าครบเครื่องทีเดียวได้ แฮร์รี่ เคน กัปตันทีมที่ซัดไปแล้ว 6 ประตู นำเป็นดาวซัลโวอยู่ในเวลานี้ ลงล่าตาข่ายกับ ราฮีม สเตอร์ลิง ที่มีความเร็วจัดจ้านและมีความคล่องตัวสูงมาก

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม
โครเอเชีย : ดานิเยล ซูบาซิช – โดมากอย วีด้า, เวดราน ชอร์ลูก้า, เดยัน ลอฟเรน, อิวาน สตรินิช – อิวาน ราคิติช, มาร์เซโล่ โบรโซวิช – อันเต้ เรบิช, ลูก้า โมดริช (กัปตันทีม), อิวาน เปริซิช – มาริโอ มานด์ซูคิช

   อังกฤษ : จอร์แดน พิคฟอร์ด – ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, แฮร์รี่ แม็คไกวร์ – คีแรน ทริปเปียร์, เดเล่ อัลลี่, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เจสซี่ ลินการ์ด, แอชลี่ย์ ยัง – แฮร์รี่ เคน (กัปตันทีม), ราฮีม สเตอร์ลิง

 ผู้ตัดสิน : คูเนย์ต ชาคีร์ (ตุรกี)

ข้อมูลน่าสนใจ
– 5 จาก 6 เกมคู่นี้เจอกันหลังสุดมีการยิงประตูรวมเกินนัดละ 2.5 ประตู
– อังกฤษ ยิงอย่างน้อย 2 ประตูใน 5 จาก 6 เกมเจอ โครเอเชีย หลังสุดในทุกรายการ
– อังกฤษ ชนะ โครเอเชีย ตลอด 2 นัดหลังในรอบคัดเลือกบอลโลก 2010 บุกชนะ 4-1 เมื่อ 10 ก.ย. 2008 และเปิดบ้าน ย้ำชัย 5-1 เมื่อ 9 ก.ย. 2009 และไม่เคยเจอกันอีกเลยกระทั่งนัดนี้
– จาก 2 นัดเจอกันล่าสุด แข้งตาหมากรุกที่ยังในทีมชุดนี้มี เวอร์ดาน ชอร์ลูก้า, ลูก้า โมดริช, อีวาน ราคิติช, มาริโอ มานด์ซูคิช และดานิเยล ซูบาซิช ขณะที่ อังกฤษ ไม่มีนักเตะคนไหนหลงเหลือในทีมชุดนี้อีกแล้ว
– คู่นี้เจอกันในรอบสุดท้ายทัวร์นาเมนต์ใหญ่หนเดียวคือยูโร 2004 รอบแรก ที่ขุนพลสิงโตคำราม ชนะ 4-2 เมื่อ 21 มิ.ย. 2004
– ทว่านี่คือการพบกันครั้งแรกในรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก
– โครเอเชีย ไร้พ่ายตลอด 6 เกมหลังรวมทุกรายการ (ชนะ 4 เสมอ 2) ตั้งแต่อุ่นแข้งแพ้ บราซิล 0-2 เมื่อ 3 มิ.ย.
– โครเอเชีย ไร้พ่ายตลอด 9 เกมบอลโลกหลังสุด (รวมรอบคัดเลือก) ชนะ 5 เสมอ 4 ตั้งแต่บุกแพ้ ตุรกี 0-1 ในรอบคัดเลือกบอลโลก เมื่อ 6 ก.ย. 2017
– นับเฉพาะเกมบอลโลกรอบสุดท้าย โครเอเชีย ไร้พ่าย 5 นัดติดต่อกัน (ชนะ 3 เสมอ 2) ตั้งแต่แพ้ เม็กซิโก 1-3 นัดส่งท้ายรอบแรก เวิลด์ คัพ 2014 เมื่อ 23 มิ.ย. 2014
– อังกฤษ แพ้หนเดียวจาก 16 เกมบอลโลกหลังสุด (รวมรอบคัดเลือก) ชนะ 11 เสมอ 4 คือเกมส่งท้ายรอบแรกที่เสียท่า เบลเยียม 0-1 เมื่อ 28 มิ.ย.
– อังกฤษ แพ้หนเดียวจาก 15 เกมหลังรวมทุกถ้วย (ชนะ 10 เสมอ 4)
– นับเฉพาะเกมบอลโลกรอบสุดท้าย อังกฤษ แพ้หนเดียวจาก 6 เกมหลังสุด (ชนะ 3 เสมอ 2)
– 3 เกมบอลโลกหลังสุดของ อังกฤษ มีการยิงประตูรวมน้อยกว่านัดละ 2.5 ประตู

ฝรั่งเศส พบ เบลเยียม ทีมไหนชิง! เช็กตารางบอลโลก2018-เกร็ดข้อมูล-โปรแกรมถ่ายทอดสดบอลโลก

เวิลด์คัพฉบับรัสเซียเดินทางเข้าสู่โค้งสุดท้ายถึงรอบรองชนะเลิศแล้ว มาเช็กกันว่า ตารางบอลโลก2018 พร้อมช่องถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกวันนี้ ลงสนามในเวลาไหน พร้อมมีเกร็ดข้อมูลเล็กๆน้อยๆมาฝากกัน

01.00 น. ฝรั่งเศส พบ เบลเยียม ถ่ายทอดสด: อมรินทร์ทีวี (34), ช่อง 5, True4U (24)

– คู่นี้เคยเจอกันในฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 2 ครั้ง โดยฝรั่งเศสซิวชัยรวดทั้ง 3-1 รอบแรกปี 1938 และต่อเวลาเฉือน 4-2 นัดชิงอันดับ 3 ปี 1986

– นับเฉพาะเกมทางการคู่นี้เจอกัน 11 นัด ฝรั่งเศสชนะ 5 (รวมต่อเวลา 1) เบลเยียมชนะ 3 เสมอ 3

– 8 นัดหลังสุดที่เจอกันเป็นเกมกระชับมิตรทั้งหมด ฝรั่งเศสชนะ 3 เสมอ 3 เบลเยียม ชนะ 2

– ทว่า 3 เกมเจอกันครั้งสุด เบลเยียมชนะ 1 เสมอ 2 ไม่แพ้เลยตั้งแต่เปิดบ้านเสียท่า 0-2 จากประตู ซิดเน่ย์ โกวู กับ หลุยส์ ซาฮา เมื่อ 18 ก.พ. 2004

– รวมการเจอกันทั้งหมด 19 นัด ฝรั่งเศสชนะ 8 เบลเยียมชนะ 5 เสมอ 6 ฝรั่งเศสยิง 36 เบลเยียมยิง 24

– ฝรั่งเศสไร้พ่ายใน 9 เกมฟุตบอลโลกหลังสุด (รวมรอบคัดเลือก) ชนะ 7 เสมอ 2 ตั้งแต่แพ้สวีเดน 1-2 เมื่อ 9 มิ.ย. 2017

– นับเฉพาะเกมฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ฝรั่งเศส ชนะ 4 เสมอ 1 ใน 5 นัดหลังตั้งแต่แพ้เยอรมัน 0-1 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ เวิลด์ คัพ 2014 เมื่อ 4 ก.ค. 2014

– ฝรั่งเศสไร้พ่ายตลอด 9 เกมหลังรวมทุกถ้วย (ชนะ 7 เสมอ 2) ตั้งแต่อุ่นแข้งแพ้โคลอมเบีย 2-3 เมื่อ 23 มี.ค. ที่ผานมา

– เบลเยียมชนะรวดใน 10 เกมฟุตบอลโลกหลังสุด (รวมรอบคัดเลือก) นับจากสะดุดเปิดบ้านเสมอกรีซ 1-1 ในรอบคัดเลือก เมื่อ 25 มี.ค. 2017

– เบลเยียมชนะรวดใน 7 เกมหลังรวมทุกถ้วย ตั้งแต่เปิดบ้านอุ่นแข้งเสมอโปรตุเกส 0-0 เมื่อ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา

– นับเฉพาะเกมฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย เบลเยียมชนะรวด 5 นัด ตั้งแต่แพ้อาร์เจนตินา 0-1 ในรอบก่อนรองชนะเลิศ เวิลด์ คัพ 2014 เมื่อ 5 ก.ค. 2014

– 8 จาก 9 เกมฟุตบอลโลกหลังสุด (รวมรอบคัดเลือก) ของเบลเยียม มีการยิงประตูรวมเกินนัดละ 2.5 ประตู

– เบลเยียมยิงอย่างน้อย 2 ประตู ใน 9 จาก 10 เกมฟุตบอลโลกหลังสุด (รวมรอบคัดเลือก)

– เบลเยียมไร้พ่ายตลอด 24 เกมหลังรวมทุกถ้วย (ชนะ 19 เสมอ 5) ตั้งแต่อุ่นแข้งแพ้สเปน 0-2 เมื่อ 1 ก.ย. 2016 หรือเกมแรกในยุค โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ

ฝรั่งเศส พบ เบลเยียม ทีมไหนชิง! เช็กตารางบอลโลก2018-เกร็ดข้อมูล-โปรแกรมถ่ายทอดสดบอลโลก

คำถามนึงที่เกิดขึ้นมาควบคู่กับ “ทีมชาติใดจะได้แชมป์โลก?” ก็น่าจะเป็น “บัลลง ดอร์ ปีนี้จะเป็นของใคร ?” เพราะตั้งแต่เริ่มต้นทัวร์นาเมนต์ ทุกคนต่างมองว่าด้วยอิทธิพลของถ้วยแชมป์บอลโลกจะช่วยดลบัลดาลให้นักเตะชาตินั้นสมหวัง

ที่มีการกะเกณฑ์กันเช่นนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการผูกขาดรางวัลของ ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สองสตาร์ดังของวงการ

โรนัลโด้ และ เมสซี่ เริ่มต้นปกครอง “อาณาจักรลูกบอลทองคำ” มาตั้งแต่ปี 2008 เบ็ดเสร็จถึงตอนนี้ 2 คนกวาดรวมกันไปแล้ว 10 สมัย และที่สำคัญกว่านั้นก็คือมันเป็น 10 สมัยรวด โดยไม่เว้นช่องไฟให้นักเตะคนอื่นได้ผงาดขึ้นมาเลย

เมื่อปีนี้คือปีแห่งฟุตบอลโลก จึงเกิดคำถามขึ้นอย่างที่จั่วหัวไปในบรรทัดแรก ด้วยความสงสัยว่า “หากนักเตะคนอื่นได้ครองแชมป์โลกในปีนี้ มันจะเกิดการเปลี่ยนถ่ายขั้วอำนาจหรือไม่?” เพราะเวลานี้ เจ้าของสิทธิ์ผูกขาด 1 ทศวรรษ ทั้งเมสซี่กับโรนัลโด้ต่างก็ร่วงตกรอบไปแล้ว

แรกเริ่มเดิมที กะเก็งกันว่าคนที่มีศักยภาพพอจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ในหนนี้ก็คือ เนย์มาร์ เพราะมีฝีเท้ายอดเยี่ยมเป็นที่ยอมรับ แถมอยู่กับชาติใหญ่อย่างบราซิลที่ปีนี้มีขุมกำลังมีความพร้อมอย่างมาก

แต่กลับกลายเป็นว่า เล่นไปเล่นมา เป็นตัวเนย์มาร์เองที่เล่นได้ไม่โดดเด่นนัก ส่วนบราซิลก็ไปไม่ถึงดวงดาวเมื่อจอดป้ายที่รอบควอเตอร์ไฟนัล ด้วยฝีเท้าของเบลเยียม

สุดท้าย “เนย์” โบกมือลา โกปา มุนเดียล (บอลโลก) หนนี้ ด้วยสถิติยิง 2 แอสซิสต์ 1 ซึ่งดูน้อยเกินไป อีกทั้งยังไปเสียเครดิตจากการแสดงความเจ็บปวดที่ดูโอเวอร์แอ็กติ้งในทุกครั้งที่โดนทำฟาวล์ จึงทำให้เขาไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชมซักเท่าไหร่ เพราะถูกมองว่าไม่แมน

ส่วนความสำเร็จในระดับสโมสรกับเปแอสเช ที่แม้จะคว้าเทรบเบิลแชมป์มาครอง ทั้ง ลีก เอิง, เฟร้นช์ คัพ และเฟร้นช์ ลีก คัพ ทว่าภาพจำที่มีต่อเนย์มาร์ไม่เด่นชัดนัก โดยเฉพาะช่วงท้ายซีซั่นที่เขาบาดเจ็บต้องผ่าตัดพักยาว

สรุปแล้ว ขอฟันธงว่า เนย์มาร์ยังไม่ใกล้เคียงที่จะเป็น “บัลลง ดอร์ วินเนอร์” คนต่อไป

ทีนี้ก็คงเหลือแค่นักเตะที่ชาติตัวเองยังอยู่ในวงโคจรลุ้นแชมป์โลกกันอยู่ ซึ่งไล่เรียงแล้ว มีอยู่หลายคนทีเดียวที่มีโอกาส

แฮร์รี่ เคน กัปตันทีมชาติอังกฤษ เล่นดีมาหลายปีแล้วกับต้นสังกัดสเปอร์ส โดยตลอด 4 ซีซั่นหลังสุด เขาไม่เคยยิงต่ำกว่า 28 ประตูเลย

กับฤดูกาลที่รูดม่านไปนั้น “เฮอริเคน” เล่นได้พีกทีเดียว โดยเฉพาะในช่วงกลางถึงท้าย กระหน่ำไป 41 ตุง นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกก็ 30 ลูก เรียกได้ว่าเป็นสถิติที่สุดยอดเอามาก

ส่วนผลงานกับทีมชาติอังกฤษในครั้งนี้ ก็ถือว่ากำลังไปได้สวย หลังเมื่อคืนวันเสาร์ทัพ “ทรี ไลออนส์” เพิ่งโค่นสวีเดน ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

แม้จะยิงไม่ได้ในเกมที่แล้ว แต่เคนยังนำเป็นดาวซัลโวอยู่ที่ 6 ประตู ซึ่งหากอังกฤษผงาดคว้าแชมป์โลกได้จริงๆ และเคนงัดฟอร์มเด็ดออกมาในรอบที่เหลือพร้อมคว้ารางวัลดาวยิงสูงสุดได้ เขาก็มีโอกาสที่จะเป็นแข้งคนแรกในรอบ 10 ปี ที่สอดแทรกขึ้นมากระชากบัลลง ดอร์

นอกจากเคนที่อยู่ในความเป็นไปได้ ยังมี 3 แกนหลักของเบลเยียมอย่าง เอแด็น อาซาร์, เควิน เดอ บรอยน์ และ โรเมลู ลูกากู ซึ่งต่างอยู่ในช่วงฟอร์มพีก แต่เมื่อวัดกันแล้ว มิดฟิลด์จากเชลซีดูมีความเป็นไปได้มากกว่าเพื่อน

แม้ระดับสโมสรจะไม่ได้พีกมาก แต่ต้องยอมรับว่า อาซาร์มีบทบาทอย่างมากกับผลงานของเบลเยียมในครั้งนี้ โดยเฉพาะเกมล้มยักษ์อย่างบราซิล

แม้ เดอ บรอยน์ จะเป็นคนยิงประตูสุดสวย แต่ภาพการทำเกม การเล่นอย่างสวยงามและทรงประสิทธิภาพของอาซาร์กลับเข้าตามากกว่า

หากเบลเยียมหักปากกาเซียนได้แชมป์โลกขึ้นมาจริงๆ และอาซาร์ยังรักษาฟอร์มเช่นคืนชนะแซมบ้าไว้ได้ ก็คงไม่น่าเกลียดซักนิดที่อาซาร์จะเป็นมุนษย์คนแรกในรอบ 1 ทศวรรษที่ได้ลูกบอลทองคำไปนอนกอด

ถัดจากอาซาร์ ก็คงจะขาดความสมบูรณ์ไปอย่างแน่นอน หากไม่พูดถึง “แก๊งไก่” อย่าง อองตวน กรีซมันน์ และ คีลิยัน เอ็มบั๊บเป้

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทั้งสองคนมีส่วนอย่างมากในการพาฝรั่งเศสมาไกลถึงรอบรองชนะเลิศ

กรีซมันน์ยิง 3 แอสซิสต์ 1 ล่าสุดซัดเขี่ยอุรุกวัยตกรอบ ส่วนเอ็มบั๊บเป้ คือฮีโร่จากเกมชนะอาร์เจนตินา 4-3 ด้วยสถิติยิง 3 ประตู

ในรายของกรีซมันน์ ผลงานในระดับสโมสรถือว่าไม่แย่นัก เป็นรองแชมป์ลา ลีกา และแชมป์ยูโรปา ลีก ผลงานส่วนตัวยิง 19 ลูกในลา ลีกา รวมรายการอื่นๆ เบ็ดเสร็จ 29 ตุง

ส่วนเอ็มบั๊บเป้ ได้เทรบเบิลแชมป์ในประเทศกับเปแอสเช และกระทุ้งไปทั้งสิ้น 21 ลูก

เทียบชั่งน้ำหนักแล้ว ฝั่งกรีซมันน์ดูดีกว่าพอสมควร หากตราไก่ผงาดเป็นแชมป์โลกสมัยที่ 2 สำเร็จ ถ้าเอ็มบั๊บเป้ไม่พีกจริงๆ ลูกบอลทองคำน่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ของหัวหอกตราหมี

เคน, กรีซมันน์, เอ็มบั๊บเป้, ลูกากู, อาซาร์, เดอ บรอยน์ “ใครคือผู้ล้มบัลลังก์ทองของ โรนัลโด้ และ เมสซี่?”

ว่ากัน ณ เวลานี้ที่รอบรองชนะเลิศยังไม่ลงเตะ ความเห็นส่วนตัว ยกให้ เคน, กรีซมันน์ และ อาซาร์ ดูดีกว่าคนอื่นๆ

ทว่าหากเอาตำแหน่งแชมป์โลกเป็นที่ตั้งแล้วละก็ จริงๆ งานนี้ก็อาจมีม้ามืดโผล่ขึ้นวินได้เหมือนกัน

ต้องไม่ลืมว่า นอกจากฝรั่งเศส, อังกฤษ และเบลเยียมแล้ว โครเอเชียก็คือหนึ่งในสี่ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลกหนนี้ด้วยเช่นกัน

ถ้าโครเอเชียช็อกโลก คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ ถามง่ายๆ เลยว่า “คุณนึกถึงใครเป็นคนแรก?”

ด้วยฝีเท้า ด้วยอิทธิพล และการทำงานหนักเพื่อทีม ลูก้า โมดริช คืออีกคนนึงที่ไม่อาจมองข้ามได้

แชมป์โลก + ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะมีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่า 2 รายการนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะมีนักเตะซักคนที่ทำได้

บัลลง ดอร์ คงมีสีสันและถูกจดจำในภาพใหม่ๆ ที่ไม่ได้จำกัดวงแค่โรนัลโด้หรือเมสซี่ และไม่ใช่แค่ผู้เล่นในตำแหน่งตัวรุกคอยล่าตาข่ายอย่าง กรีซมันน์, เอ็มบั๊บเป้ หรือ เคน

หากแต่เป็นมิดฟิลด์ที่เชิงสูง ทุ่มเท และคลาสซี่สุดๆ อย่างโมดริช

ผ่านมา 10 ปี หากจะเกิดการเปลี่ยนแปลงซักครั้ง ก็เอาให้มันดังระเบิดเป็นที่จดจำไปเลย

กลัวแค่อย่างเดียวว่ามันจะเข้าอีหรอบเดิม ว่าต่อให้ใครได้แชมป์โลก ก็ยังไม่มีสิทธิ์คว้าบัลลง ดอร์ มานอนกอด

เหมือนอย่างเหตุการณ์ในปี 2010 ที่เมสซี่ปาดหน้าเค้ก อีเนียสต้า แล้วก็ปี 2014 ที่โรนัลโด้ได้ไป โดยเขี่ยแชมป์โลกอย่าง มานูเอล นอยเออร์ ให้นั่งหงอยได้แค่อันดับ 3 น่ะซิ

่japan
่japan

5เหตุผลที่ทำให้ญี่ปุ่นได้ใจแฟนบอลทั่วโลก

เปิด 5 เหตุผลที่ทำให้ทีมชาติญี่ปุ่น ได้ใจจากแฟนบอลทั่วทั้งโลก แม้ตกรอบฟุตบอลโลก 2018 ไปแล้วก็ตาม

ทีมชาติญี่ปุ่น ต้องตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ไปอย่างน่าเสียดาย หลังแพ้ทีมชาติเบลเยียม 2-3 เมื่อวันจันทร์ที่  2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายออกนำไปก่อน 2-0

ขุนพล “ซามูไรบลูส์” ชุดนี้ได้รับเสียงยกย่องอย่างมาก และนี่คือ 5 เหตุผลที่ทำให้พวกเขาได้ใจจากแฟนบอลทั่วโลก

  1. สู้ไม่ถอย

    แม้ ญี่ปุ่น เป็นรองคู่แข่ง แต่พวกเขาก็สู้ทุกนัด โดยเล่นแบบมีศักดิ์ศรี ไม่ยอมอุดประตูเพียงอย่างเดียวเพื่อหวังจะไปดวลจุดโทษ

อากิระ นิชิโนะ  เทรนเนอร์ทีมชาติญี่ปุ่น จะใช้วิธีตั้งรับลึกๆ แล้วรอจังหวะโต้กลับ รวมทั้งใช้การเล่นแบบเพรสซิ่งกดดันคู่แข่ง และสู้ตาย โดยเฉพาะในเกมที่พบ เบลเยียม นั้น พวกเขาสู้กับยักษ์ใหญ่จากยุโรปได้อย่างถึงพริกถึงขิงเลยทีเดียว

ญี่ปุ่น ยิงได้ 6 ประตูในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 มากกว่าฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ ที่ทัพ “ซามูไร” ได้ร่วมฟาดแข้ง นั่นเป็นอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า พวกเขาสู้ไม่ถอย

   2. เล่นอย่างมีวินัย

ญี่ปุ่น กลายเป็นชาติแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลกที่ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ด้วยกฎแฟร์เพลย์ หลังจากได้รับใบเหลืองน้อยกว่า เซเนกัล คู่แข่งในกลุ่มเดียวกัน

ใน 3 เกมของรอบแบ่งกลุ่ม ญี่ปุ่น เสียฟาวล์ไปแค่ 28 ครั้งเท่านั้น น้อยที่สุดในบรรดา 32 ทีมที่มาเล่นฟุตบอลโลกครั้งนี้ นั่นแสดงให้เห็นถึงความมีวินัยในการเล่นอย่างมาก

    3. มารยาทสุดยอด

นอกจากจะสร้างความประทับใจในสนามแล้วนั้น นักเตะทีมชาติญี่ปุ่น ยังช่วยกันทำความสะอาดห้องแต่งตัว หลังเกมสุดท้ายในฟุตบอลโลกหนนี้จนสะอาดเกลี้ยงเกลา พร้อมทิ้งโน้ตเป็นภาษารัสเซีย ที่เขียนว่า “ขอบคุณ” ให้กับเจ้าภาพ และยังพับกระดาษสีน้ำเงินเป็นนกกระเรียน ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าด้วย

 4. มีกัปตันทีมที่น่ายกย่อง

  อัลแบร์โต ซัคเคโรนี่ กุนซือคนดัง เคยยกย่อง มาโกโตะ ฮาเซเบะ กองกลางกัปตันทีมชาติญี่ปุ่น เอาไว้ว่า “กัปตันทีมที่แท้จริงที่ผมเคยร่วมงานด้วยมีแค่ เปาโล มัลดินี่ กับ ฮาเซเบะ เท่านั้น”

ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ฮาเซเบะ แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำ และเป็นศูนย์กลางที่ทำให้ทีมมีผลงานยอดเยี่้ยม ไม่ว่าจะเป็นเกมรับหรือเกมรุก

ด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยมทำให้ ฮาเซเบะ น่าจะได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในกองกลางที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของเอเชียได้เลย

5. แฟนบอลน่าทึ่ง

หลังจบเกมทุกนัด แฟนบอลซามูไรบลูส์ จะช่วยกันเก็บขยะบนอัฒจันทร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมีอารยธรรม จนสร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลทั่วโลก

นอกจากนั้น แฟนบอลญี่ปุ่น ยังแต่งตัวมีสีสัน และเป็นมิตรกับทุกชาติ โดยที่เราจะไม่เคยเห็นข่าวว่าพวกเขาไปตีกับกองเชียร์ชาติอื่นๆ เลย

มอสจี้
มอสจี้

รอดู!มอจจี้เชื่อยูเวนตุสเซ็นโรนัลโด้เรียบร้อย

ลูชาโน่ มอจจี้ อดีตผู้บริหาร ยูเวนตุส ฟันธง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์ เรอัล มาดริด ได้เซ็นสัญญาร่วมทัพ “ม้าลาย” เรียบร้อย หลังมีข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับดีลยักษ์ 100 ล้านยูโร

 ลูชาโน่ มอจจี้ อดีตผู้อำนวยการทั่วไปของ ยูเวนตุส สโมสรแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เชื่อว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยอดกองหน้าชาวโปรตุกีสของ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่ ลา ลีกา สเปน ได้เซ็นสัญญาย้ายมาร่วมทีม “ม้าลาย” และผ่านการขั้นตอนการตรวจร่างกายเรียบร้อย

กระแสข่าวที่ โรนัลโด้ โยกซบ ยูเวนตุส ด้วยค่าตัว 100 ล้านยูโร (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เริ่มรุนแรงขึ้น หลังจากที่ เบ็บเป้ มาร็อตต้า ผู้อำนวยการ ยูเว่ คนปัจจุบัน ไม่ยอมปฎิเสธเรื่องดังกล่าว โดยบอกแค่ว่า ขอไม่ให้ความเห็นใดๆ

ล่าสุด มอจจี้ แสดงความเห็นว่า สตาร์ทีมชาติโปรตุเกสวัย 33 ปี ได้กลายเป็นนักเตะของ ยูเวนตุส เรียบร้อย ถึงแม้เมื่อวันก่อนยังไม่ชัวร์กับเรื่องนี้ก็ตาม

            “ตามความเห็นของผมนั้น เขาได้เซ็นสัญญา และเข้ารับการตรวจร่างกายที่ มิวนิค เรียบร้อย” มอจจี้ โพสต์ข้อความลงใน ทวิตเตอร์ ของตัวเอง

สวีเดน ไม่หมู
สวีเดน ไม่หมู

เหตุผลทำไมสวีเดนไม่ใช่งานง่ายของอังกฤษ

เกือบจะไม่มาตามนัดเสียแล้วสำหรับทีมชาติอังกฤษ เมื่อถูกโคลอมเบียยื้อไปจนถึงการดวลจุดโทษ และเสียเปรียบไปก่อนเมื่อจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยิงไปถูกเซฟดาวิด ออสปิน่า ก่อนที่มาเตอัส อูริเบ้ และ คาร์ลอส บัคก้า จะเป็นฝ่ายพลาดสองลูกติด จนสุดท้ายเอริค ดายเออร์ สังหารลูกสุดท้ายไม่พลาดพาสิงโตคำราม ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย และเป็นการชนะการดวลจุดโทษได้เป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลก

อย่างที่ทุกคนทราบกันแล้วว่า คู่ต่อกรของอังกฤษในรอบต่อไปคือทีมชาติสวีเดน ที่เขี่ยสวิตเซอร์แลนด์ตกรอบในรอบ 16 ทีม ว่ากันแบบผิวเผินต้องเรียนว่านี่ไม่ใช่งานยากเกินนักของสิงโตคำราม แต่หากมองแบบเจาะลึกลงไปแล้ว บอกเลยว่าสวีเดน เนี่ยแหละอาจทำให้ทรี ไลออนส์น้ำตาตก ด้วยเหตุผลดังนี้

    1. ผ่านทีมแกร่งมาหมด

นับตั้งแต่รอบคัดเลือกพวกเขาเขี่ยฮอลแลนด์ ร่วงรอบคัดเลือก จนตัวเองได้เข้ารอบเพลย์ออฟ ซึ่งในรอบนี้ก็เจอของแข็งอย่างอิตาลี ซึ่งสองนัดที่พบกัน ทัพไวกิ้ง เป็นฝ่ายทำได้เหนือกว่า โดยเอาชนะในบ้านตัวเอง 1-0 และบุกไปยันเสมอ 0-0

และในรอบแบ่งกลุ่ม ที่ผ่านมา พวกเขาก็มีส่วนทำให้เยอรมนี ตกรอบแรกแบบเหนือความคาดหมาย แม้จะแพ้ต่ออินทรีเหล็ก แต่ก็มาโดนจากลูกฟรีคิกในช่วทดเวลาบาดเจ็บ สุดท้ายในรอบ 16 ทีม ก็อัดสวิตเซอร์แลนด์ ที่ดูจะเหนือกว่าพวกเขาเล็กๆมาได้

    2. เกมรับคือจุดแข็ง

จาก 4 เกมที่ผ่านมา สวีเดนเสียไปเพียง 2 ลูกเท่านั้นและเก็บคลีนชีตได้ถึง 3 เกม ซึ่งบ่งบอกว่า แนวรับของทัพไวกิ้งชุดนี้คือรากฐานแห่งชัยชนะ และแน่นอนว่าการที่อังกฤษจะมาเจาะประตูมันไม่ง่ายแน่นอน

   3. ไม่มีซลาตัน คือผลดี

การประกาศอำลาทีมชาติของซลาตัน อิบราฮิโมวิช อาจทำให้สวีเดน ดูลดประสิทธิภาพไป แต่จากผลงานรอบคัดเลือกจนถึงรอบสุดท้ายที่ไม่มีอดีตดาวยิงแมนฯยูไนเต็ด นอกจากจะไม่ส่งผลกระทบในวงกว้างกับทีมแล้ว กลับทำให้สวีเดน ดูเป็นทีมที่เล่นด้วยทีมเวิร์คที่มากขึ้นโดยไม่ต้องฝากภาระไปที่คนใดคนหนึ่ง

เมื่อจุดเด่นคือเกมรับ เกมรุกของเขาก็ลื่นไหล แต่จุดที่ต้องปรับปรุงคือการจบสกอร์ ที่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะใช้โอกาสเปลืองมากไปหน่อย

   4. ไม่กลัวลูกเซตพีซของอังกฤษ

แม้จุดเด่นของอังกฤษในชุดนี้คือการเล่นลูกเซต พีซ ที่หวังผลได้ ไม่ว่าจะลูกเตะมุมหรือลูกฟรีคิก แต่แนวรับของสวีเดนชุดนี้ก็ไม่เกรงกลัวแต่อย่างใด จากสถิติ 4 เกมที่ผ่านของทัพไวกิ้ง พวกเขาเสียลูกเตะมุมให้คู่แข่งถึง 31 ครั้ง แต่กลับไม่เสียประตูจากลูกเตะมุมเลยสักลูก โดยต้องให้เครดิตกับคู่เซ็นเตอร์อย่าง วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ, อันเดรียส กรานควิสต์ รวมถึงการตามประกบที่ดีจากผู้เล่นคนอื่นๆ

ในทางกลับกันพวกเขาก็สามารถโจมตีคู่แข่งได้จากลูกกลางอากาศได้เช่นกัน ยิ่งในเกมล่าสุดที่อังกฤษเสียประตูให้กับโคลอมเบียจากลูกเตะมุม ก็อาจเป็นจุดที่ทำให้สวีเดนโจมตีในจุดนี้ได้

    5. สถิติการพบกัน สวีเดนข่ม

การพบกันล่าสุดในเกมกระชับมิตรเมื่อปี 2012 จบลงด้วยชัยชนะของสวีเดน 4-2 จากการเหมาคนเดียว 4 ประตูของซลาตัน อิบราฮิโมวิช แต่ก่อนหน้านั้นสองเกม อังกฤษเป็นฝ่ายเอาชนะได้ 2 นัด

อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปอีก อังกฤษเคยไม่ชนะสวีเดนติดต่อกันนานที่สุดถึง 12 เกม ในช่วงระหว่างปี 1979-2006 รวมเบ็ดเสร็จก็กินเวลากว่า 27 ปี ก่อนที่สิงโตคำรามจะมาเปิดซิงได้ในเกมกระชับมิตร ปี 2011 จากประตูชัยของแกเร็ธ แบร์รี่ และมาย้ำชัยชนะได้อีกครั้ง ในยูโร 2012 ก่อนในเกมล่าสุดจะจบลงด้วยผลที่บอกไปข้างต้น

โชเซ่ มูรินโญ่
โชเซ่ มูรินโญ่

มูรินโญ่เชื่ออังกฤษมีโอกาสทะลุถึงชิงชนะเลิศ

โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือ แมนฯ ยูไนเต็ด ชี้ อังกฤษ มีโอกาสทองฝังเพชรที่จะไปถึงรอบชิงดำในศึก ฟุตบอลโลก 2018 แต่ระบุ ฟอร์มของทัพ “สิงโตคำราม” ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับ โคลอมเบีย ไม่น่าประทับใจเท่าไหร่

โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ แสดงความเชื่อว่าทีมชาติอังกฤษมีโอกาสดีที่จะไปถึงรอบชิงชนะเลิศของศึก ฟุตบอลโลก 2018 หลังจากล่าสุดเอาชนะ โคลอมเบีย ในช่วงดวลจุดโทษของรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ เมื่อวันอังคารที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ครั้งสุดท้ายก่อนหน้านี้ที่ อังกฤษ ทะลุถึงรอบก่อนรองชนะเลิศของการแข่ง ฟุตบอลโลก ได้นั้น ต้องย้อนไปถึงปี 2006 และพวกเขาก็ไม่เคยไปไกลถึงรอบชิงชนะเลิศได้อีกเลยนับตั้งแต่ที่ได้แชมป์ในปี 1966 ด้วย

มูรินโญ่ กล่าวระหว่างทำหน้าที่ให้ อาร์ที สื่อของรัสเซียว่า “อังกฤษ ไม่ได้เข้าถึงรอบนี้มาหลายปีแล้ว ดังนั้นการที่พวกเขาได้เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศโดยที่ต้องเจอกับ สวีเดน รวมถึงมีโอกาสเจอกับผู้ชนะระหว่าง รัสเซีย กับ โครเอเชีย ในรอบรองชนะเลิศแล้วเนี่ย ผมก็คงต้องบอกเลยว่าพวกเขามีโอกาสทองที่จะได้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของ ฟุตบอลโลก”

อย่างไรก็ตาม กุนซือชาวโปรตุกีสมองว่าฟอร์มการเล่นของอังกฤษในเกมกับ โคลอมเบีย มันไม่ได้น่าประทับใจมากนัก “ในมุมมองของอังกฤษเนี่ย มันขึ้นอยู่กับว่าจะมองในมุมไหน ถ้าสิ่งที่สำคัญที่สุดของพวกเขาคือผลการแข่งขัน, การชนะ, การได้เข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศแล้วล่ะก็ มันก็คงต้องบอกว่าพวกเขาทำได้ตามเป้าหมาย พวกเขาคงพอใจกับมัน แต่ถ้ามองในเรื่องคุณภาพของเกมการเล่น, การครองเกมแล้วล่ะก็ พวกเขาก็คงไม่มีความสุขเท่าไหร่”

อังกฤษ
อังกฤษ

ร้านพูลขยับราคาให้ อังกฤษ ขึ้นมาเป็นเต็ง 2 แชมป์ฟุตบอลโลก หลังดูแล้วเส้นทางสดใสที่จะผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ขณะที่ แฮร์รี่ เคน ดาวยิง “สิงโตคำราม” เต็งจ๋าที่จะได้ดาวซัลโว

แล็ดโบร๊กส์ บริษัทรับพนันที่ถูกกฎหมายของเมืองผู้ดี ปรับราคาให้ทีมชาติอังกฤษ ขึ้นมาเป็นเต็ง 2 ที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 หลังเอาชนะ โคลอมเบีย ในการดวลจุดโทษ ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ เมื่อวันอังคารที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

“สิงโตคำราม” จะเจอกับ สวีเดน ในรอบก่อนรองชนะเลิศ และหากชนะก็จะเข้าไปพบผู้ชนะระหว่าง “เจ้าภาพ” รัสเซีย กับ โครเอเชีย ในรอบรองชนะเลิศ ส่วนรอบ 8 ทีมสุดท้ายอีกสายนั้น อุรุกวัย พบ ฝรั่งเศส และ บราซิล เจอ เบลเยียม

แล็ดโบร๊กส์ ปรับราคาให้ อังกฤษ ขึ้นมาเป็นเต็ง 2 ที่อัตราต่อรอง 7/2 (แทง 2 จ่าย 7 ไม่รวมทุน) ขณะที่เต็ง 1 ยังคงเป็น บราซิล ที่ราคา 11/4 (แทง 4 จ่าย 11 ไม่รวมทุน)

อัตราต่อรองแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ของ แล็ดโบร๊กส์
1. บราซิล            11/4
2. อังกฤษ            7/2
3. ฝรั่งเศส            4/1
4. เบลเยียม, โครเอเชีย    6/1
6. อุรุกวัย            14/1
7. รัสเซีย            18/1
8. สวีเดน            22/1

ส่วนอัตราต่อรองดาวซัลโวยกให้ แฮร์รี่ เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษ เป็นเต็ง 1 หลังทำไปแล้ว 6 ประตู ตามมาด้วย โรเมลู ลูกากู ดาวยิงทีมชาติเบลเยียม ที่ทำไป 4 ประตู

 อัตราต่อรองดาวซัลโวฟุตบอลโลก 2018 ของ แล็ดโบร๊กส์
1. แฮร์รี่ เคน                1/4
2. โรเมลู ลูกากู            10/1
3. คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้       14/1
4. เนย์มาร์                    20/1
5. เอดินสัน คาวานี่, อองตวน กรีซมันน์    33/1

รอบ8ทีม
รอบ8ทีม

ฟุตบอลโลก 2018 เดินทางมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายแล้ว โดยเป็นตัวแทนจากชาติยุโรปถึง 6 ทีม และจากอเมริกาใต้ 2 ทีม โดยจะพักกันสองวัน และแข่งขันในรอบก่อนรองชนะเลิศในวันที่ 6-7 ก.ค.นี้

  สรุปทีมเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

    – ฝรั่งเศส  (ยุโรป)
– อุรุกวัย      (อเมริกาใต้)
– รัสเซีย    (ยุโรป)
– โครเอเชีย  (ยุโรป)
– บราซิล     (อเมริกาใต้)
– เบลเยียม     (ยุโรป)
– สวีเดน     (ยุโรป)
– อังกฤษ       (ยุโรป)

               โปรแกรมการแข่งขันพร้อมช่องถ่ายทอดสด รอบ8ทีมสุดท้าย

 6 กรกฎาคม 2561

21.00 น. ฝรั่งเศส พบ อุรุกวัย    ช่อง 5

01.00 น. บราซิล พบ เบลเยียม    True4U

 7 กรกฎาคม 2561

21.00 น. สวีเดน พบ อังกฤษ   True4U

01.00 น. รัสเซีย พบ โครเอเชีย    อมรินทร์ทีวี

“เสือเตี้ย” ดีเอโก้ มาราโดน่า เผยสาเหตุที่ทำให้มีอาการวูบขณะเชียร์ทีมชาติอาร์เจนตินา เจอกับ ไนจีเรีย และบอกถึงเหตุผลที่ไม่ยอมทำตามคำสั่งหมอที่แนะนำให้กลับไปพักตอนจบครึ่งแรก

ดีเอโก้ มาราโดน่า ตำนานแข้งทีมชาติอาร์เจนตินา ยืนยันว่า เวลานี้มีสุขภาพดีแล้ว และไม่ได้มีอาการหัวใจวายอย่างที่หลายฝ่ายกังวล หลังถูกหามออกจากอัฒจันทร์หลังจบเกมที่ “ฟ้า-ขาว” เฉือนชนะ ไนจีเรีย 2-1 ศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม ดี นัดสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา

“เสือเตี้ย” วัย 57 ปี แสดงอาการดีใจสุดขีดหลังเห็นนักเตะรุ่นลูกรุ่นหลานทำผลงานพลิกนรกเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้อย่างหวุดหวิด ก่อนมีอาการหน้ามืดจนเกือบล้มทั้งยืน ทำให้ต้องรีบหามเข้าไปทำการปฐมพยาบาลภายในห้องพิเศษร่วมกับทีมแพทย์ที่อยู่ในสนาม เครสตอฟสกี้ สเตเดี้ยม

ล่าสุด มาราโดน่า โพสต์ข้อความผ่าน อินสตาแกรม ว่าตัวเองไม่ต้องไปเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลแต่อย่างใด พร้อมระบุว่า “ผมต้องการบอกทุกคนให้ทราบว่า ผมสบายดีแล้ว ในช่วงพักครึ่งเกมกับ ไนจีเรีย ผมมีอาการปวดคออย่างมาก และรู้สึกวิงเวียน”

    “หมอตรวจอาการของผมและแนะนำให้ผมกลับไปพักผ่อนที่บ้านก่อนเริ่มครึ่งหลัง แต่ผมต้องการอยู่ต่อ เพราะพวกเรากำลังเสี่ยงกับการตกรอบ แล้วจะให้ผมกลับไปได้อย่างไรละ ผมขอส่งจูบให้ทุกคน ขอบคุณสำหรับการให้กำลังใจ” “เสือเตี้ย” ทิ้งท้าย

ขณะเดียวกัน แฟนบอลในโลกออนไลน์ ได้ตัดต่อภาพล้อเลียน มาราโดน่า หลังจากที่เจ้าตัวแสดงปฎิกิริยาหลายอย่างในสนามทั้ง หลับ, ตาเหลือก, สวดอวยพร และแจกนิ้วกลางให้กับกองเชียร์คู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างหลังที่ถูกนำไปเปรียบว่าเป็นหัตถ์พระเจ้าอีกครั้ง